คอร์ส Startup Dental Clinic 2021 (Online + 2 day course)

ถ้าถามว่า (1.)ใครคือคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะเปิดคลินิกในสภาวะเศรษฐกิจแย่ๆแบบนี้ ?

และ (2.)คุณหมอมือปืนที่อยากจะมีคลินิก ควรหรือไม่ ที่จะตัดสินใจเปิดคลินิกในสภาวะการณ์แย่ๆแบบนี้ ? 

เป็นคำถามที่ผมตั้งกับตัวเองก่อนที่ผมจะเปิดรับสมัครคอร์ส Startup dental clinic ที่จะจัดเร็วๆนี้

เพราะไม่ว่าคุณหมอจะเป็นใคร ผมไม่อยากให้คุณเปิดคลินิกแล้วพลาด ขาดทุน หรือไม่ประสบความสำเร็จ  ถ้าประเมินแล้วเสี่ยงไปผมอยากแนะนำให้อย่าเพิ่งเปิดคลินิกดีกว่า

คำเตือนที่ผมอยากจะบอกคือ ต้องวิเคราะห์ให้ขาด ว่าตัวเราพร้อมแค่ไหน  


ตอบข้อ (1) ก่อนนะครับ (ใครคือคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะเปิดคลินิกในสภาวะเศรษฐกิจแย่ๆแบบนี้)

กลุ่มที่ผมคิดว่าน่าจะเหมาะที่จะเปิดที่สุด คือ “เจ้าของคลินิกที่กำลังคิดขยายสาขา(โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความพร้อม)”

เพราะว่าเศรษฐกิจแบบนี้กำลังซื้อของทุกกลุ่มเป้าหมาย(คนไข้)ล้วนลดลง หลายคนตกงาน หลายคนถูกเลิกจ้าง ถูกลดเงินเดือน หลายคนย้ายกลับบ้านที่ต่างจังหวัด 

และไหนจะมีการระบาดของโรคโควิดที่ทำให้คนไข้ลำบากในการเดินทาง อีกทั้งความมั่นใจในการมาใช้บริการของคนไข้ก็ลดน้อยลง บางคนกลัวโควิด บางคนไม่ทราบว่าคลินิกจะให้บริการตามปกติหรือไม่ มันล้วนทำให้อะไรๆแย่ลงไปหมด 

แล้วทำไมผมจึงมองว่าเจ้าของคลินิกที่กำลังอยากจะขยายสาขาจึงเป็นกลุ่มที่เหมาะที่จะเปิดสาขาเพิ่มละ ?

เพราะในวิกฤตมันมีโอกาสเสมอสำหรับคนที่มีความพร้อมครับ ยกตัวอย่างเช่น

1.ทำเลดีๆ ที่หายาก เริ่มมีติดป้ายให้เช่าในราคาค่าเช่าที่ถูกกว่าเดิม 

ในสภาวะเศรษฐกิจที่ดีๆอย่างเมื่อ 5-10 ปีก่อน การจะได้ทำเลที่ดีค่อนข้างยาก เพราะล้วนมีคนจับจองอยู่แล้ว และราคาก็สูง

พอโควิดมา จะเห็นเลยว่าทำเลดีๆที่เรียนว่า Prime area มีป้ายติดให้เช่าแล้ว บางทียอมลดราคาค่าเช่าด้วย 

ใครที่จะขยายสาขาเขาจะมีประสบการณ์มาก่อน และจะไม่ยอมเสี่ยงกับการได้ทำเลรองๆ หรือ กลางๆ  เขาจึงทราบดีกว่าถ้าทำเลมันไม่เจ๋งจริงจะไม่คุ้มกับการลงทุน ทำเลที่แพงไม่กลัว….กลัวทำเลที่ไม่ดีมากกว่า เพราะทำเลที่ดี คือการตลาดที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่ง

และเปิดสาขาใหม่ทั้งทีต้องให้เกิดอยู่แล้ว ไม่งั้นเสียชื่อและเสีย Brand เปล่าๆ ทำเลที่ดีถือเป็นจุดแข็งทางการตลาดได้

2.พนักงานหาง่ายขึ้น 

คนตกงานเยอะ ทำให้การรับสมัครงานจะพบว่ามีคนมาสมัครเยอะและแม้แต่คนที่วุฒิปริญญาตรีก็ยังมาสมัคร เพราะงานมันหายากจริงๆ ยกตัวอย่างเชิญ พนักงานบริการในโรงแรมหลายท่านก็มองหางานในสายสถานพยาบาล กลุ่มนี้ไม่ใช่แค่วุฒิปริญญาตรี แต่จบสายตรงด้านการบริการมาเลย คลินิกใดได้คนกลุ่มนี้มาถือว่าโชคดี จับมา Grooming เพิ่มความรู้ด้านทันตกรรมแล้วจะได้พนักงานที่ดีมากๆ 

อันนี้แค่บางปัจจัยนะครับ จริงๆมีอีกเยอะ เช่น คู่แข่งที่เดิมอ่อนแออยู่แล้วก็อาจจะเป๋ไปเลยในช่วงโควิด ทำให้คลินิกที่อยู่รอดและตั้งหน้าตั้งตาให้บริการก็จะได้ “คนไข้เก่าของคลินิกที่ปิดกิจการไป” มาเป็น “คนไข้ใหม่” ของตัวเอง

คุณหมอที่อายุสูงๆบางคนถือโอกาสเกษียนเลยก็มี

ทั้งนี้ไม่ใช่เจ้าของคลินิกทุกคนที่เหมาะจะขยายสาขานะครับ แต่เขาย่อมจะต้องมี “ความพร้อม” 

เช่น 

1.มีหมอมือปืนในระบบของตนเองเยอะที่จะชวนมาลงที่สาขาใหม่โดยที่ไม่ต้องไปเสี่ยงลุ้นใน work4dent 

2.มีเงินสดในมือที่เป็นเงินเย็น ไม่ใช่เงินหมุนเวียนที่ต้องเอามาจ่ายค่าหมอและเงินเดือน และเป็นเงินเย็นที่มากพอที่จะเอามาเปิดคลินิกโดยที่ไม่ต้องพึ่งเงินกู้จากธนาคาร และมีเงินเย็นอีกก้อนเผื่อว่าเปิดไปแล้วไม่เป็นไปตามแผนก็มีเงินมาเติมสภาพคล่องจากการขาดทุนในช่วงแรกๆ สรุปคือ สภาพคล่องดี มีเงินสด คลินิกเปิดถึงขาดทุนแต่ไม่เจ๊ง

3.มีการตลาดที่ดี คลินิกเป็นที่รู้จัก (มีความเป็น Brand) ทำให้สาขาใหม่มีคนไข้เร็วและไม่ขาดทุน สำหรับหลายๆคลินิกที่มีสาขามักจะมีทีมทำการตลาดของคลินิกเองแล้ว ทั้งมือทำกราฟฟิค มือถ่ายรูป คิด content โดยเฉพาะประสบการณ์ตรงของเจ้าของคลินิกที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เป็นต้น 

4.คุณหมอเจ้าของคลินิกมีประสบการณ์สูง คือด้วยประสบการณ์การเปิดคลินิกมาหลายปี ทำให้ มี know how ได้ผ่านการลองถูกลองผิดและได้ learning มามากมาย ทำให้ไม่มีค่าเสียโอกาศจากความไม่รู้เหมือนคุณหมอมือใหม่เพิ่งเปิดคลินิก (บางท่านก็เคยมีเรียนในหลักสูตรนี้)

5.ระบบการบริหารจัดการ ทำให้เปิดคลินิกได้คล่องตัว ทุกอย่างไหลลื่น ไม่ต้องลองไปแก้ไข


ช่วงโควิดแบบนี้ ในความคิดเห็นของผมจึงเป็น “โอกาส” ของคลินิกที่มีความพร้อม ที่จะสามารถขยายธุรกิจในสภาวะแวดล้อมแย่ และทำนายได้ว่าถ้าเศรษฐกิจกลับมาดีเขาจะไปได้เร็วและแรงกว่าคู่แข่งคนอื่นๆและคลินิกที่เกิดใหม่ก็ยากที่จะตามทันเพราะยังเป็นแค่มือใหม่

เพราะฉะนั้น ถ้าสังเกตุดีๆจะพบว่ามีคลินิกบางแห่งกำลังขยายสาขาแบบสวนกระแสเศรษฐกิจอยู่ เพราะเขามี “ความพร้อม” ที่จะทำอะไรแบบนั้นได้

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความพร้อมแบบที่กล่าวมา  หรือจะเรียกความพร้อมนี้ว่า ความได้เปรียบในการแข่งขัน หรือ Competitive advantage ก็ได้

ปรากฎการณ์นี้ในทางธุรกิจเราเรียกว่า Competitive advantage นี่แหละทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม (ในแบบที่ไม่ผิดกฎหมาย) 

ในทางธุรกิจเราไม่มีความเท่าเทียมกันหรอก เพราะต้นทุนเราทุกคนไม่เท่ากันตั้งแต่ต้น 

  • บางคนมี Brand มีชื่อเสียงอยู่ก่อนแล้ว
  • บางคนมีฐานคนไข้ที่สร้างมานาน ที่ปากต่อปากมาเป็นปีๆ 
  • บางคนมี Connection กับโน่นนั่นนี่ บางคนมีระดับผู้ใหญ่บ้าน บางคนมีถึงระดับรัฐมนตรี
  • บางคนเก่งการตลาด จับจุดการตลาดได้ รู้จะต้องทำยังไง อ่านกลุ่มเป้าหมายขาด 
  • บางคนทำเลดี ทำเลเด่น 
  • บางคนมีทีมงานที่เก่ง หมอเก่ง พนักงานเก่ง
  • บางคนโชคดี ดวงดี วาสนาดี
  • บางคนมีเงินทุนหนา บ้านมีทุนให้ แฟนมีทุน ทำให้แต่งคลินิกได้หรู ให้ใหญ่ เปิดทีข่มคลินิกอื่นได้ทั้งจังหวัด
  • บางคนมีหลายๆอย่างที่พูดมาข้างบน

และบางคนไม่มีเลย…สักกะอย่างเดียว…ที่กล่าวมา

**เอาจริงๆเมื่อ 10 กว่าปีก่อนผมก็มีคลินิกแบบไม่มีต้นทุนอะไรเลยสักกะอย่างนอกจากหัวใจที่บ้าบิ่นกล้าได้กล้าเสีย…สุดท้ายไปไม่รอดแหละ อันนี้เคยเล่ามาละในซีรีย์เซ้งคลินิก the story บางท่านอาจจะพอจำได้

พูดง่ายๆ คือ ความยุติธรรมระหว่างหมอฟันด้วยกันจะมีเพียงใบประกอบโรคศิลป์เท่านั้นแหละที่เราเท่าเทียมกับคุณหมอทุกๆคน 

เป็นสิ่งที่เดียวเท่าเทียมเหมือนคนไทยมีบัตรประชาชน ส่วนอย่างอื่นเราล้วนแตกต่างกันหมดเลย ได้เปรียบ เสียเปรียบต่างกันไป


และถ้าถามต่อในข้อ (2) ที่ว่า คุณหมอมือปืนที่อยากจะมีคลินิก ควรหรือไม่ ที่จะตัดสินใจเปิดคลินิกในสภาวะการณ์แย่ๆแบบนี้ ?  

คุณหมอมือปืน หรือ คุณหมอที่เพิ่มจบไม่นาน หรือ จบมาสักพัก ถ้าคุณหมอจะเปิดคลินิก ณ timing นี้จะเหมาะหรือไม่ ?

ผมตอบตรงๆเลยว่า “ลำบาก” และไม่อยากให้เสี่ยงด้วยถ้าคุณหมอไม่พร้อมจริงๆ 

พูดแบบรวบรัดคือ คุณหมอเปิดได้ ถ้าคุณมีความพร้อมครับ (ซึ่งมันแล้วแต่คน เพราะคุณหมอมีความพร้อม/ต้นทุนไม่เท่ากันหรอก)

ความพร้อมที่ผมพูดถึง ก็คือต้นทุนทางธุรกิจที่ผมกล่าวมาแล้วในข้อ (1)

คือการเปิดคลินิกให้รอดคุณมีกฎเหล็กข้อแรกคือต้อง “คืนทุน” ให้ได้เร็วที่สุด (อันนี้เป็นหัวข้อหนึ่งที่ผมลงลึกใน Startup dental clinic)

คำว่าคืนทุนในที่นี้ ไม่ได้แปลว่า ได้เงินที่ลงทุนไป 3-4 ล้านคืนมาทันทีในเดือนแรกๆ แต่ผมหมายถึงการที่เราสามารถหารายรับมาชนกับรายจ่ายต่อเดือนให้ได้พอดีและไม่เกิดตัวเลขแดงในทางบัญชีในแต่ละเดือน (ไม่ขาดทุน) 

เอาให้เห็นภาพเลยละกัน สมมุติคุณหมอเปิดคลินิกเรียบร้อยแล้ว มีค่าใช้จ่ายรายเดือนดังต่อไปนี้

  • ค่าเช่าที่ 40,000 บาท
  • เงินเดือนพนักงาน (เคาเตอร์ 1 ผู้ช่วย 2 / รายละ 15,000 บาท) = 45,000 บาท 
  • ค่าไฟ และค่าน้ำ 5,000 บาท 
  • ค่าวัสดุสิ้นเปลืองจุกจิก 3,000 บาท (อย่างต่ำ)
  • Total คุณหมอมีรายจ่ายต่อเดือนเท่ากับ 93,000 บาท เฉลี่ยวันละ  3,100 บาท 

ตามโจทย์นี้คุณหมอมีภาระที่จะต้องหาเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายพวกนี้ทุกเดือน และถ้าหาได้ต่ำกว่าวันละ 3,100 บาทนั่นคือขาดทุน 

การคำนวณแบบนี้คือแบบง่ายที่สุด ที่ยังไม่คิดคำนวณค่าเสื่อม(อันนี้จะเริ่มละเอียด และจะเอามาสนอด้วย) 

และจะเครียดขึ้นไปอีกถ้าคุณหมอมาแนวกู้เงินธนาคารมาก (กู้พ่อแม่ไม่เป็นไร)

ถ้าคุณหมอไปกู้เงินมาเปิดคลินิก หรือ ต้องผ่อนยูนิตและ Xray ก็จะมีรายจ่ายเพิ่มอีกมาก 

เช่น ซื้อ Xray มาแล้วมีภาระต้องผ่อนเดือนละ 30,000 และผ่อนยูนิตอีกเดือนละ 20,000 นี่ก็รวมเป็น 50,000 แล้ว 

ถ้ารวมกับค่าใช้จ่ายข้างต้น จะรวมเป็นเดือนละ 143,000 บาท เฉลี่ยคุณหมอจะมีรายจ่ายวันละ 4,766 บาท 

คำถามสำคัญคือ คุณหมอจะบริหารคลินิกอย่างไรภายใต้สภาวะโควิดและเศรษฐกิจแย่ๆแบบนี้ให้มีรายรับอย่างต่ำวันละ 4,766 บาท 

ทั้งนี้ 4,766 บาท คือ “ไม่ขาดทุน” นะครับ แค่คืนทุน(ได้ร่ายจ่ายคืนมา)เท่านั้นเอง  

คุณหมอยังไม่ถือว่ามีกำไรเลยแม้แต่บาทเดียวและยังขาดทุนในแง่ของ “ค่าแรง” ของคุณหมอเองด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้น ถ้าพิจารณาตามโจทย์ข้างต้นถ้าเปิดคลินิกแล้วไม่สามารถหารายได้มาให้เกินวันละ 5,000 บาท ก็ไม่ควรที่จะเปิดคลินิกตั้งแต่แรกครับ 

***สู้เป็นมือปืนยังจะดีกว่า เพราะมือปืนไม่มีรายจ่ายใดๆเลยแม้แต่บาทเดียว 

โจทย์ของธุรกิจทันตกรรมสำหรับคลินิกที่เปิดใหม่ ก็คือ “ทำยังไงให้มีคนไข้มาใช้บริการเพื่อให้สามารถบริหารได้แบบไม่ขาดทุนนั้นเอง”

ซึ่งนั่นคือ Phase ที่ 1 ใน 3 Phase ของธุรกิจทันตกรรม


ถ้าคุณหมอไม่มีความพร้อมในด้านต่างๆ ผมคิดว่ามันยากมากที่จะเปิดคลินิกให้ชนะขาดทุนได้เร็วๆในยุคโควิดแบบนี้ มันหินพอสมควรครับ 

แต่ถ้าคุณหมอยืนยันที่จะเปิดคลินิก ผมอยากให้คุณหมอมาทำการบ้านดูตัวเองให้ละเอียดว่า

“เรามีความพร้อมแค่ไหนสำหรับศึกครั้งนี้” 

หลักสูตร Startup Dental Clinic นี้ผม (หมอมด) จัดมาเป็นปีที่ 3 แล้ว ผมเปิดรับสมัครแล้ว เป็นหลักสูตรเพื่อช่วยให้คุณหมอมีความพร้อมมากขึ้น ได้แง่มุมของการเรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยรู้มากก่อน และสอนแนวทางการทำการตลาดเพื่อให้คืนทุนเร็วที่สุด 

ทั้งนี้มันไม่ได้แปลว่าลงเรียนแล้วจะเปิดคลินิกสำเร็จแน่ๆ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะการันตีแบบนั้นได้ เพราะองค์ประกอบที่จะเปิดคลินิกให้รอดมันมีหลายข้อ แต่ที่แน่นอน การเรียนรู้ธุรกิจทันตกรรมให้มากที่สุดเพื่อเพิ่มต้นทุนทางความรู้ของคุณเอง ซึ่งเป็นหนึ่งส่วนที่สำคัญที่สุด

รอบนี้จำเป็นจะต้องจำกัดจำนวนคนด้วยสถานการณ์โควิด จะจัดได้แค่ small group เท่านั้น แต่ด้วยความที่ Class มีขนาดเล็ก ก็มีข้อดีมากๆคือเราจะได้สอนกันเข้มข้น ละเอียด และเราจะได้คุยกันลึกๆแน่นอน

โดยเฉพาะ Theme ของรุ่นนี้ที่จะเน้นการเปิดคลินิกอย่างไรให้เสี่ยงน้อยที่สุดเราจะต้องวางแผนยังไง และประเมินตัวเองให้ขาดว่าสมควรจะเปิด ณ เวลานี้จริงๆไหมหรือควรรอไปก่อน อันนี้เราจะมาคุยกันให้ละเอียดไปเลย และถ้าคุณหมอประเมินแล้วเสี่ยงไป หรือยังคิดว่าไม่พร้อมมากพอ การอาจชะลอแผนที่จะเปิดคลินิกออกไปสักพักก็ได้แต่คิดหาทางเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆไว้ แต่ถ้าประเมินแล้วพอไปได้ก็อยากให้ตัดสินใจด้วยความระมัดระวังครับ

หลักสูตร Startup 2021 มี 2 ภาคส่วน

1.ภาค Online โดยคุณหมอจะได้เรียนใน Facebook กลุ่มปิด(ส่วนตัว)

2.ภาคของ Classroom ซึ่งเราจะเรียนกันที่ห้องอบรม ในโรงแรมซึ่งแต่ละรุ่นผมจะแจ้งล่วงหน้า 2-3 เดือน (รอบนี้จะจัดวันที่ 22-23 พย.)

1.รายละเอียด ภาค Online

ถ้าคุณหมอลงทะเบียน จะได้เรียนส่วน Online ทันที เป็นชุดซีรี่ย์ 48 เรื่องที่คุณต้องรู้ก่อนเปิดคลินิก ตามหัวข้อนี้เลยครับ

  1. ปัญหาคลาสสิคที่ถูกหลงลืมในการวางแผนเมื่อจะเปิดคลินิก
  2. 5 ยาขมที่คุณต้องฝืนใจ ก่อนที่จะตัดสินใจเปิดคลินิก
  3. ทำไมคุณจึงควรเครียดกับทำเล
  4. ทำเลที่ดี คือ อะไร
  5. ทำเล กับวิถีชีวิตของคุณ ที่คุณมักจะมองข้าม
  6. ถ้าเจ้าของตึกนิสัยไม่ดี คุณจะเจออะไร (เจอโกง ) พร้อมวิธีตรวจสอบ
  7. บาปของการเปิดคลินิกที่ตึกของครอบครัว
  8. เทคนิคการเลือกทำเล ให้ได้ทำเลที่ดี
  9. ค่าเช่าถูก ค่าเช่าแพง วัดกันที่ตรงไหน
  10. นิสัย(ของคุณ)แบบไหนที่จะทำให้คุณเลือกทำเลพลาด
  11. เพื่อนบ้าน ธุรกิจรอบข้าง ทำไมต้องเช็คก่อนตัดสินใจ
  12. ซื้อของยังไงให้ได้เปรียบ โดยไม่ต้องไปรอโปรฯที่ประชุมวิชาการ
  13. เทคนิคและวิธีการต่อราคา
  14. เปิดคลินิกควรซื้อยูนิตกี่ตัว  และเลือกยังไง
  15. ทำไมต้องระวังคำสัญญาของเซล
  16. ระวังของแพงที่คนไข้ไม่เคยสัมผัสถึง
  17. บุญของการเก็บของให้เป็นที่
  18. คิดให้ดี ก่อนให้พนักงานมีอำนาจสั่งของ
  19. แต่ละบริษัทมีความน่าเชื่อถือต่างกันไหม
  20. ต้องสต็อกแค่ไหน ให้คำนึงอัตราการใช้
  21. การซื้อของโดยการรวมกลุ่มหมอฟันด้วยกัน (Group sharing)
  22. ควรหรือไม่….ให้ผู้ช่วยคุม Stock
  23. การตกแต่งให้หรู โดยงบไม่บานปลาย
  24. สาเหตุหลักที่ทำให้คุณงบประมานบานปลาย
  25. แนวทางการประหยัดค่า Built in
  26. แบบตึก สำคัญยังไง
  27. การตกแต่ง เกี่ยวข้องยังไงกับการทำการตลาด
  28. ระวังการก่อสร้างหรือตกแต่งที่แพง
  29. ทำไมถึงห้ามเอาเฟอร์นิเจอร์เก่ามาใช้ตกแต่งคลินิกใหม่
  30. ถ้าตึกทำเลดี แต่โครงสร้างโทรม คุณควรเดินหน้าเช่าหรือไม่
  31. การตรวจตึกก่อนเซนต์สัญญาเช่า
  32. ผู้รับเหมาเทงาน ทิ้งงาน มักเกิดจากอะไร
  33. การเปิดคลินิกโดยไม่ใช่เงินตัวเองเลยสักกะบาทเดียว ทำได้จริงหรือ ?
  34. ข้อคิดในการเลี้ยงลูกในคลินิก
  35. ควรอยู่ที่คลินิก เป็นบ้านไปเลยดีไหม (ก็ประหยัดดีนะ)
  36. การวางแผน ถ้าคิดจะมีหุ้นส่วน
  37. คนแบบไหน คุณต้องระวังในการหุ้นด้วย
  38. ชื่อคลินิก อย่าทำเป็นเล่นไป
  39. หลักการเขียนแผนธุรกิจเพื่อไปยื่นกู้แบ้งค์
  40. ข้อดีของการเริ่มโปรโมตคลินิกตั้งแต่ยังไม่เริ่มเปิดกิจการ
  41. การผูกมิตรกับคู่แข่ง   เราต้องผูกมิตรด้วยหรือ ?
  42. สิ่งที่ห้ามทำ เพราะคุณจะกลายเป็นศัตรู
  43. เพิ่งเปิด ควรเฝ้าเอง 100% หรือ จ้างมือปืนดีกว่า
  44. การรับสมัครคน : อย่าโดนวุฒิการศึกษาหลอก
  45. ถ้าไม่ทำประกันสังคมให้พนักงาน ระวังค่าปรับหลายหมื่น
  46. ข้อดีของการจ้างพนักงานไว้ตั้งแต่ช่วงตกแต่งคลินิก
  47. เราให้มือปืนมากกว่า 50/50 ได้ไหม
  48. เมื่อใดที่คุณจะรู้ว่าถึงจุดคุ้มทุนแล้ว

พิเศษ course online “แนวทางการเปิดคลินิกในยุคโควิด” จะเป็นหัวข้อที่ผมเพิ่มมาเป็นพิเศษแก่ทุกท่านในรุ่นนี้

เนื่องจากเป็น Online  คุณจึงไม่ต้องลาคลินิก หรือเสียเวลาเพื่อเดินทางมาเรียน คุณสามารถเลือกที่จะเรียนตอนไหน เวลาไหน และที่ไหนก็ได้ คุณกำหนดสไตล์การเรียนของคุณได้เลย 100%

ในการเรียนคุณหมอจะสามารถถาม ตอบ และ discuss และที่สำคัญถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้เอาความรู้ไปลองทำจริง หรือเอาไปใช้จริงด้วยพร้อมกับเรา feedback มาคุยกัน  ซึ่งส่วนนี้จะทำให้การเรียนนั้นเกิดประโยชน์สูงสุด

หลักจากคุณหมอลงทะเบียน คุณหมอจะได้ผมเป็นที่ปรึกษาในการเปิดคลินิกทันที อยากถามอะไรถามมาได้เลย

2.รายละเอียดภาค Classroom

ภาพบรรยากาศการเรียนที่มีการมีการแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์อย่างเป็นกันเอง

จะแตกต่าจากสไตล์นั่งฟัง lecture ที่มักจะง่วงหลับ และยากที่จะจดจำสิ่งที่เรียนได้อย่างคุ้มค่า

ภาค Classroom เหมาะสำหรับทั้งคนที่ยังไม่มี หรือ มีคลินิกแล้ว  ส่วนนี้เน้นการตลาดเยอะมาก

จะเป็นส่วนที่เข้มข้นมากๆ หัวข้อสำคัญๆได้แก่

  • การเป็นคลินิก 4 รูปแบบ คุณควรเปิดแบบใด ?
  • Dental Business Framework
  • แนวคิดการเปิดคลินิกเพื่อให้แข่งขันได้ในยุค 2020
  • การวางแผนเพื่อวิเคราะห์คู่แข่งด้วย SWOT Analysis
  • การเช็คคู่แข่งอย่างละเอียด ก่อนเปิดคลินิก
  • เทคนิคการตลาดสำหรับคลินิกเปิดใหม่เพื่อให้มีคนไข้รอนัดคิวทำฟันตั้งแต่วันแรกๆ
  • กลยุทธิ์งานขาย และการทำโปรโมชั่น โดยไม่ต้องเน้นลดราคาเหมือนคลินิกส่วนใหญ่
  • กฎหมายโฆษณา ทำยังไงที่จะโฆษณาในเมื่อกฎหมายห้ามโฆษณา
  • หลักการบริหารคลินิกในระยะเพิ่งเปิดใหม่
  • เทคนิคการรับสมัครพนักงานที่ดีในช่วงเริ่มต้น   
  • การยิง Ads Facebook และการโพสให้โดนใจ
  • ไฟล์ Excell และเอกสารสำคัญ เช่น
    • การคำนวณการคืนทุน
    • Project planning
    • job description
    • คู่มือพนักงาน
    • เอกสารรับสมัครงาน
    • คู่มือการประเมินพนักงาน
    • ฯลฯ

ติดต่อเพื่อลงทะเบียนที่ ID Line : modzzz072

ทุกหัวข้อจะแตกต่างจากส่วนของภาค Online และการเรียนจะลึกเพราะจะได้คุย Case Study พร้อมกับลองฝึกปฎิบัติจริงในลักษณะการทำ Workshop

และใน Classroom เราจะสามารถคุยรายละเอียดของธุรกิจทันตกรรมที่ลึกๆ เป็นเทคนิคและวิธีการสำหรับคลินิกโดยเฉพาะ

นอกจากนั้น คุณหมอจะได้คู่มือเรียนคนละ 1 เล่มที่ผมเขียนขึ้นพิเศษไม่มีวางขายที่ไหน ซึ่งจัดไว้สำหรับนักเรียนในหลักสูตรเท่านั้น

ภาคของ Classroom จะเรียนกันที่ห้องอบรม โรงแรม The Lit Hotel ** วันที่ 22-23 พย. 64 ** ลงทะเบียนเพื่อเริ่มเรียนได้วันนี้

………….

 รีวิวบางส่วน จากคุณหมอที่เคยมาเข้าภาค Classroom ของ Startup ในรุ่นที่ผ่านๆมา

“ผมเปิดคลินิกมา 8 ปี พอมีประสบการณ์มาระดับหนึ่งจากการเรียนรู้เองแบบลองผิดลองถูกมาตลอด ทุกเรื่องที่หมอมดและวิทยากรรับเชิญพูด มันคือภาพสะท้อนเหตุการณ์ที่ได้ประสบมาตลอดที่เปิดคลินิก คอร์สนี้ไม่ได้เหมาะกับผู้ที่กำลังจะเปิดคลินิกเท่านั้น แต่เหมาะสำหรับคุณหมอหรือเจ้าของกิจการที่ได้เปิดคลินิกมาแล้วอย่างมาก โดยเฉพาะระยะหลังนี้ที่มีการแข็งขันกันสูง หลักสูตร 2 วันนี้ได้ทำให้เห็นจุดแข็งจุดอ่อนของคลินิกของตัวเอง ซึ่งคิดว่าจะได้นำความรู้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับคลินิกได้ดียิ่งขึ้นครับ”

ทพ.ปัณภัทร พรหมประสงค์

สำหรับหยกที่เลือกมาเรียนคอร์สนี้เพราะ หยกอยากได้ learning curve ที่สูงขึ้นและเร็วในระยะเวลาอันสั้น การมีคนที่ย่อยความรู้ที่เขาต้องอ่านทั้งทฤษฎีและลองผิดลองถูกเอง แล้วมาเล่าให้เราฟังมันมีประโยชน์มากๆนะคะ มันเป็นวิชาที่ในโรงเรียนแพทย์ไม่ได้สอน หากจะให้อ่านเองหรือลงคอร์สเรียนการตลาดอื่นๆก็กลัวว่าจะนานไปและไม่ตรงจุด เพราะคลินิกทันตกรรมมันไม่ใช่การขายผลิตภัณฑ์ ผู้บรรยายจึงควรเป็นหมอฟันและเป็น role modelได้

สำหรับมือใหม่อย่างหยก การเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ทั้งวิธีที่ควรทำ หรือวิธีที่ทำแล้วพลาด มันคือfast tract ที่มือใหม่จะจำและนำไปใช้ให้ถูก จะได้ไม่เสียเวลากับสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะประสบการณ์คนอื่นเขาลองมาให้แล้ว เราจะได้เดินได้เร็วขึ้น 

หมอหยก

มาเรียนคอร์สนี้เหมือนได้เข็มทิศเลยค่ะ กำลังสับสน เริ่มต้นไม่ถูก ได้มาเรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยได้เรียนจากในคณะทันตะฯ แต่เราต้องใช้ในการทำงานอยู่ทุกวัน คุณหมอมดอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก ตอบโจทย์คนที่อยากจะเริ่มต้นมีคลินิก หรือแม้จะเป็นเจ้าของคลินิกอยู่แล้ว ลดความเสี่ยงที่จะลงมือทำไปแบบผิดๆถูกๆ และยังได้เพื่อนใหม่ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ที่สำคัญที่สุดต้องขอขอบคุณคุณหมอมดมากค่ะ ที่จัดคอร์สนี้ขึ้น

ทญ.ศศิเพ็ญ เอื้ออารีมิตร (เพ็ญ)

ขอบคุณพี่หมอมดมากค่ะ การที่ได้มาเรียนและฟังครั้งนี้ ทำให้ได้รับความรู้ใหม่ๆ ไอเดีย และมุมมองในการทำงานที่มากขึ้น ทำให้รู้ว่าในอนาคตควรจะวางแผนจัดการในการทำคลินิกอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่เราพอใจ เพิ่มความมั่นใจมากขึ้นค่ะ พี่หมอมดเป็นผู้บรรยายน่าชื่นชมมากค่ะ ทำให้ผู้ฟังฟังแล้วเข้าใจง่าย สนุก ไม่น่าเบื่อ สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ได้จริงๆ ดีใจมากที่ได้มาฟังบรรยายครั้งนี้ค่ะ ไม่ผิดหวังเลยค่ะ

ทญ.ภัคปภัสร์ อัศวชัยโสภณ

คอร์ส start up สำหรับคนที่ยังไม่เคยเปิดคลินิกมาก่อนนี่จะคุ้มสุดๆ ไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง รู้ว่าประเด็นไหนควรให้ความสำคัญ เหมือนเรียนรู้สูตรสำเร็จของการเปิดคลินิกแล้วแค่ทำตาม โชคดีมากที่วงการเรามีพี่มดที่ไปศึกษาสิ่งสำคัญที่นอกจากการทำฟัน(โดยเฉพาะเรื่อง mindset การทำธุรกิจทันตกรรม, การตลาด,people skill ,ระบบการจัดการคน, วิธีพูดกับคนไข้ และวิธีดีลกับหมอมือปืนในร้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่หมอฟันไม่เคยเรียนในระบบ 6 ปี) มาสอนในคอร์สนี้ คนที่เปิดคลินิกอยู่แล้วแบบเราไปเรียนยังเห็นทางสว่างของปัญหาหลายๆ อย่างขึ้นมาเลย ขอบคุณพี่มดจริงๆ ค่า

ทพญ. ปริสรา กาญจนางกูรพันธุ์

ต้องขอขอบคุณอาจารย์หมอมด ที่เปิด course ที่ยอดเยี่ยมนี้ค่ะ ทำให้พี่นกได้พบสาเหตุของปัญหาหลายๆอย่างตลอดระยะเวลาในการเปิดคลินิกมาแล้วกว่า 10ปี กับการวนอยูกับปัญหาเดิมๆ จนเกือบจะปิดคลินิกเป็น 100รอบ เมื่อมาเรียน courseนี้ click off ค่ะ พบแล้วค่ะ mindsetในการทำธุรกิจเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ทำให้พี่พร้อมstart up อย่างมีความหวังและกำลังใจเต็มเปี่ยม และอาจารย์หมอมดยังได้ให้ การป้องกันปัญหา ทางแก้ ช่องทางการเติบโต ครบในหลักสูตรเดียว เสียดายอย่างเดียวที่น่าจะมีหลักสูตรดีๆแบบนี้มาตั้งนานแล้วค่ะ เชิญชวนเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกท่านมาเรียนด้วยกันนะคะ คุ้มค่าเหนือคำบรรยายค่ะ  

ทพญ จิณณ์ณิชา ตรัยญาลักษณ์ (นก)

course นี้เหมาะสำหรับคนที่กำลังจะคิดเปิดคลินิก ที่ต้องการmindset ในการทำธุรกิจทันตกรรมที่ใช่ หรือคนที่เปิดคลินิกได้ไม่นาน และกำลังมองหาวิธีให้คลินิกประสบความสำเร็จ ในภาวะปัจจุบัน ที่มีการแข่งขันสูง ผมเป็นกลุ่มหลังที่เปิดคลินิกมาแล้ว 3 ปี มี 4 สาขา แต่พบปัญหาทั้งปีการจัดการคน หมอ และของ รวมถึงการแข่งขันที่เป็นอย่างมาก การเข้ามาฟังวิทยากร บรรยายแต่ละท่านในครั้งนี้ รู้สึกว่ามีประโยชน์มากสามารถหยิบเอาไปใช่แก้ปัญหาที่ประสบอยู่ได้จริง เช่น การพัฒนางานเวชระเบียน งาน stock การบริหารบุคคล งานลูกค้าสัมพันธ์ การทำการตลาด เป็นต้น ต้องขอขอบคุณวิทยากรทุกท่านที่ทุ่มเทในการให้ความรู้อย่างเต็มที่แบบไม่มีกั๊กครับ^^

ทพ.วิธาน นัยนานนท์

ถ้าคุณอยากทราบคำรีวิวอื่นๆ เชิญติดตามได้ต่อใน (Link)

*******

รายละเอียดการลงทะเบียน

วันนี้คุณหมออยากลงทุนเตรียมความพร้อมเพื่ออนาคตคลินิก

และการแข่งขันที่ดุเดือดไหมครับ ?

ผมมักจะถามคุณหมอด้วยกันบ่อยๆว่า “คุณลงทุนทั้งหมดเท่าไหร่กว่าจะทำฟันเป็น ?”

แต่ละท่านเอาเครื่องคิดเลขขึ้นมาคำนวณกันยกใหญ่

ไหนจะค่าเทอม ค่ากิน ค่าอยู่ที่พ่อแม่ลงทุนส่งเราเรียนตั้ง 6 ปี ถ้าใครมาสายมหาลัยเอกชนก็ยิ่งแพงขึ้นไปอีก อย่างคุณหมอที่ผมสนิทกันท่านหนึ่งจบมาจาก ม.เอกชน ลองคำนวณให้ผมดูเบ็ดเสร็จคือเกือบ 10 ล้าน กว่าจะได้เป็นหมอฟัน

เพื่อให้คุณทำฟันเป็น คุณยอมเสียเวลาอย่างน้อย 6 ปี บวกกับเงินอีกหลักล้าน

ผมถามต่ออีกข้อ วันนี้คุณจะเปิดคลินิก…..คุณลงทุนเพื่อเรียนการเปิดคลินิก หรือ การตลาดไปแล้วเท่าไหร่ ??

พอเจอคำถามนี้ไปทำให้หลายคนคิดได้ว่าคุณเกือบลืมไปเลย ว่าความรู้ส่วนของการบริหารคลินิกและการตลาดเป็น จิ๊กซอที่หายไป และคุณยังไม่ได้เรียนอะไรเลยเกี่ยวกับทันตกรรม

ถ้าวันนี้เพื่อให้เปิดคลินิกสำเร็จ คุณพร้อมลงทุนกับมันแค่ไหนครับ ?

ผมมีสองทางเลือกให้ครับ คือแบบฟรี และแบบเสียเงิน

1.แบบฟรี  : คุณหมอสามารถเปิดดูข้อมูลและเนื้อหาในเวปไซด์นี้ได้เลย เวปนี้ผมรวบรวมข้อมูลพื้นฐานที่ควรจะต้องรู้ไว้เยอะ และผมยินดีมอบคลิปวีดิโอ 7 แนวคิดที่คุณหมอมือใหม่มักจะพลาด เป็น Podcast พิเศษที่อยากมอบให้คุณหมอครับ สนใจก็ทัก Line  ผมมาได้นะครับ : ID : modzzz072

2.แบบเสียเงิน : สำหรับคุณหมอที่จริงจังกับการเปิดคลินิก และอยากเตรียมความพร้อมเพื่อให้คลินิกเราประสบความสำเร็จ เป็นคลินิกที่แข่งขันได้ เป็นแหล่งรายได้ของครอบครัว และได้ life style ที่คุณหมอต้องการคือไม่ต้องเป็นมือปืนรับจ้างใคร ไม่ต้องคอยหิ้วกระเป๋าเดินทางเพื่อเวียนทำคลินิกหลายๆแห่ง ผมมีคอร์สจัดไว้ให้สำหรับคุณหมอโดยเฉพาะ เป็นผมผสานคอร์ส Online และเรียนในห้องเรียนอีก 2 วันมาเรียนการตลาดแบบละเอียดๆลึกๆ

Online 39,000 บาท + Classroom 35,000 บาท รวม 74,000 บาท

(ราคา Early Brid รายละเอียดอยู่ข้างล่างนะครับ)

อ่อ ถ้าคุณมาเรียนจนครบ ตั้งใจตั้งแต่ต้นจนจบและได้ลองเอาไปทดลองทำจริงแล้วไม่ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มกับที่ลงทะเบียนไป คุณสามารถขอเงินคืนได้ 100% 

ขอเพียงสิ่งที่คุณเรียนนั้นได้เอาไปใช้จริง “ยังไงก็คืนทุน” จะช้า จะเร็วก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณลงมือทำเมื่อไหร่ เท่านั้น

คุณหมอควรเรียนเมื่อไหร่ดี ?? นี่คงเป็นคำถามอีกข้อหนึ่งที่คุณอาจจะกำลังคิดอยู่ ผมมีคำตอบให้คุณดังนี้

1.การเรียนครั้งนี้ เปรียบเหมือนการเรียนว่ายน้ำ

คุณจะมาหวังว่ายน้ำเป็น ในวันที่กำลังจมน้ำไม่ได้ ถ้าจะดีที่สุด คือเรียนก่อนที่คุณจะเปิดคลินิก

รองลงมา คือ กำลังจะเปิดหรือแม้แต่ว่า คุณจะเปิดไปแล้ว ก็ยังไม่สายเกินไป ที่คุณจะได้รู้อะไรที่คุณยังไม่รู้

2.คุณควรเรียนก่อนที่คู่แข่งจะเรียน

จริงไหมครับว่าคลินิกเพิ่มขึ้นทุกวันมากกว่าคลินิกที่ปิดหรือเจ๊งไป เพราะหมอฟันเรามีเพิ่มขึ้นทุกปี และแถมอยากเปิดคลินิกกันทั้งนั้น

และคุณหมอก็ไม่ใช่คนแรกในทำเลนั้น ทำเลที่เราเล็งไว้เพื่อจะเปิดคลินิก ก็มีคู่แข่งอยู่ก่อน และกำลังจะตามมาอีกเยอะ

คำแนะนำของผมคือ คุณหมอควรจะมีความรู้ด้านการตลาดและการบริหารธุริกจทันตกรรมมากกว่าคู่แข่งที่มาอยู่ก่อน และค่อยๆเพิ่มพูนจนรู้จริงอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้รู้มากกว่าคู่แข่งน้อยใหม่ในอนาคต ยิ่งเยอะยิ่งดี

ธุรกิจคือการแข่งขัน ถึงคุณจะไม่คิดว่าต้องแข่งกับใครแต่คนอื่นเขาก็แข่งกับคุณ และอีกคนหนึ่งที่คุณจะต้องแข่งคือคนไข้ (ลูกค้า)

แข่งกับคนไข้ในที่นี้ คือ การเอาชนะใจของคนไข้ การสร้างฐานของคนไข้ที่มั่นคงซึ่งเป็นสิ่งที่ยากขึ้นทุกวันเพราะคนไข้มีตัวเลือกมหาศาล

คุณมีวิธีที่จะชนะใจคนไข้ในยุคที่ทุกคลินิกต่างโหมทำการตลาดกันหรือยังครับ ? 

สุดท้ายนี้

การจัดอบรมในยุคโควิดจะมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนคน รอบนี้ผมคิดว่าคงจัดได้แค่ครึ่งเดียวของจำนวนที่เคยจัดมา อาจจะทำให้ทั้งห้องเรียนมีได้แค่สูงสุดไม่เกิน 20-30 ท่านเท่านั้น เพราะฉะนั้นรอบนี้จำกัดจำนวนมากๆ

สำหรับท่านที่ลงทะเบียนภายในวันที่ 4-8 ตุลาคม 2564 นี้จะได้สิทธิค่าลงทะเบียนในราคาพิเศษ (Early Brid) ในราคา 62,000 บาท (ลดจากราคาเต็มถึง 12,000 บาท )

ส่วนลดค่าลงทะเบียน 12,000 สงวนสิทธิ์เฉพาะท่านที่ลงทะเบียนภายในวันที่ 4-8 ตุลาคม 2564 นี้เท่านั้น

สงสัยสิ่งใด หรือ ติดต่อเพื่อลงทะเบียนที่ ID Line : modzzz072

แล้วพบกันครับ

สวัสดีครับ

หมอมด